[The Silmarillion] Fiction: Winter Wind (Ereinion/Oropher) 3

posted on 12 Oct 2014 22:40 by lightvampire in Fiction directory Fiction
 
Title: Winter Wind (Part 3)
Fandom: The Silmarillion
Type: BL/Angst
Pairing: Ereinion Gil-Galad/Oropher
Rating: PG



---------------------------------------------------------


“เจ้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่ไม่ใช่หรือ?”


“ข้าไม่ขอกลับไป… แบบนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับข้า”


“พลาดพลั้ง… แต่คิดว่าจากมาเสียได้ก็ดี?”


“ข้าเหนื่อยกับแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมามากพอแล้ว จึงขอรบกวนท่าน ให้ข้าได้อยู่อย่างสงบ ณ ที่แห่งนี้เถิด”


“ข้าไม่มั่นใจนักว่าใจเจ้าจะสงบ...หากยังไม่ละทิ้งบางสิ่งที่ติดตัวเจ้ามา”



เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่งระหว่างบทสนทนาของเทพนาโมและอดีตจอมกษัตริย์พรายซิลวันแห่งกรีนวู้ด

โอโรแฟร์ผ่อนลมหายใจ ก่อนหลับตาลงช้าๆ ระลึกถึงบุตรชายอันเป็นที่รักที่เขาเพิ่งจากมา



“เจ้าอาจไม่มีโอกาสพบกันอีกแล้วในสถานที่แห่งนี้ก็เป็นได้ แน่ใจแล้วหรือ?”


“ข้าไม่มีสิ่งใดต้องห่วงอีกแล้ว ขอท่านโปรดตัดสินใจ”



เขาไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง หากเอ่ยถึงธรันดูอิล บุตรชายผู้แสนดื้อดึงของเขา

เด็กคนนั้นไม่ใช่เด็กในสายตาของเขาอีกต่อไป ทั้งยังเป็นผู้อาสาออกศึกเคียงข้างบิดาตนอย่างแกล้วกล้า และถึงเขาจะจากมา ก็เชื่อว่าธรันดูอิลจะสามารถปกครองอาณาจักรกรีนวู้ดต่อไปได้


เพียงแค่นี้ เขาก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีกแล้ว...



“ย่อมได้ หากเป็นความต้องการของเจ้า ก็อยู่ที่นี่เสีย”


“ขอบคุณท่านในความกรุณา”



เทพนาโมในร่างแปลงพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ และก่อนที่โอโรแฟร์จะได้เดินทางไปต่อ…



“บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลก…”


“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”


“เจ้าอาจจะหนีจากคนผู้หนึ่งได้ แต่หนีไปจากใจตัวเองไม่ได้ดอก...”



โอโรแฟร์ยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เทพนาโมต้องการจะสื่อ…



“แล้วเจ้าจะได้รู้…”



บทสนทนาระหว่างพรายซินดาร์ผู้มาใหม่กับเทพวาลาร์ผู้คุ้มครองท้องพระโรงแห่ง การรอคอยจบลงเพียงเท่านั้น ทิ้งไว้เพียงความฉงนในใจของโอโรแฟร์ที่ยังไม่ได้รับคำตอบชัดแจ้ง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ


ด้วยคิดว่าบุคคลที่เทพนาโมต้องการกล่าวถึงนั้นคือบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตน…

แต่หากธรันดูอิลต้องจบชีวิตลงในสงครามอย่างที่เขาประสบ เขาก็คงไม่สามารถช่วยอะไรได้เช่นกัน





------------------------------------------



ข้าทั้งหลบลี้หนีหน้า

ทั้งพูดตัดรอนน้ำใจที่ท่านมอบให้


ทั้งเย็นชา ทั้งทำร้ายหัวใจท่านไม่รู้กี่ครั้ง


และแม้จะหนีมาไกลถึงเพียงนี้


ทั้งๆ ที่ข้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อตีตัวออกห่าง


เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องพบกับท่าน


เหตุใดจึงยังไม่ยอมตัดใจอีกเล่า เอเรนิออน?




เอเรนิออนเงียบ ทว่า แม้จะหวั่นไหวเพียงใดก็ไม่คิดหลบสายตา


เมื่อเห็นว่าไม่มีการโต้ตอบ พรายซินดาร์จึงหมุนตัวกลับและหันหลังให้อีกฝ่าย ก่อนค่อยๆ ก้าวเดินกลับไปในทิศที่เขาจากมา


ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่หัวใจในทันทีที่เท้าข้างแรกขยับก้าวเดิน ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย ไม่ใช่ความเจ็บปวดที่เขาเคยรู้สึกเมื่อครั้งยังยืนอยู่บนสนามรบ แต่เป็นความเจ็บปวดอันคล้ายคลึงกับครั้งที่เห็นอดีตคนรักของตนเจ็บปวด…


จะต่างกันก็แค่คนๆ นี้ไม่ควรเป็นคนที่เขารัก
นั่นเป็นสิ่งที่โอโรแฟร์ย้ำกับตนเองเรื่อยมา...



“ท่านพูดถูก ข้าควรตัดใจจากท่านเสียที...”



อดีตกษัตริย์กิล-กาลัดเอ่ยตอบด้วยเสียงพร่า ทั้งไม่ได้พยายามรั้งอีกฝ่ายไว้อย่างที่เขาทำเมื่อครู่


ลำคอของโอโรแฟร์แห้งผากจนไม่สามารถเอ่ยคำพูดตอบโต้ใดๆ ออกมาได้ เมื่อได้ยินประโยคแผ่วๆ นั้นออกมาจากปากของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง



“...ข้าพยายามมาตลอด…..แต่ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง...”



ยิ่งพยายามตัดใจเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น... พรายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำพรูลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ และพยายามควบคุมความรู้สึกของตนไม่ให้ย่ำแย่ลงมากกว่าเดิม


เขาเงียบ…
เงียบ และรอคำตอบของบุคคลที่อาวุโสกว่า แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ...



“ท่านว่าโชคชะตาเล่นตลกหรือไม่เล่า? ทั้งๆ ที่ท่านแสดงออกว่าไม่มีใจ แต่ข้ากลับตัดใจจากท่านไม่ได้”


“ไม่มีโชคชะตาอะไรทั้งนั้น และข้าไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของท่านได้ เอเรนิออน หัวใจข้าได้มอบให้กับคนผู้หนึ่งไปเมื่อนานมาแล้ว ท่านก็น่าจะรู้...”


“...ข้ารู้ดี… แต่อย่างน้อย ขอแค่ท่านมองข้ามสายเลือดแห่งราชวงศ์โนลดอร์ในตัวข้าไป...”


“จบบทสนทนาของเราแต่เพียงเท่านี้เถิด ข้าไม่อยากทำร้ายใจท่านไปมากกว่านี้”



เพราะทุกคำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกไปไม่ได้ทำร้ายเพียงคนๆ เดียว หากย้อนกลับมาตอกย้ำความรู้สึกของตนที่มีต่อบุรุษโนลโดรินเสียจนเขาก้าวขา ออกไปจากตรงนั้นไม่ได้



“...เป็นห่วงข้าด้วยหรือ?”



ร่างสูงกว่าขยับเข้ามาใกล้ รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แปลกออกไป

ใกล้เสียจนผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายและไออุ่น



“ข้าขอย้ำคำเดิม ความรู้สึกของข้ามั่นคงเสมอ แม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับมันก็ตาม”



เสียงทุ้มนุ่มเอื้อนเอ่ยคำพูดแผ่วเบา หากดังกังวานอยู่ในใจของพรายซินดาร์

ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ได้ยิน มันสั่นคลอนความมั่นคงของเขาได้เสมอ


โอโรแฟร์ไม่รู้จะนึกโกรธที่ใครบางคนสามารถพูดคำนี้อย่างตรงไปตรงมา หรือโกรธที่เขาเองก็ไม่สามารถตัดใจได้เสียที

สัมผัสอุ่นที่ปลายนิ้วทำให้เขาหลุดจากห้วงความคิด และกลับสู่ความเป็นจริงเมื่อพบว่ามือข้างหนึ่งไม่ได้ว่างเปล่า


ราวกับความอบอุ่นจากฝ่ามือทั้งสองข้างของเอเรนิออนที่กุมมือของเขาไว้ค่อยๆ หลอมละลายความเย็นชาที่โอโรแฟร์แสดงออกมาให้เห็น แม้จะไม่เด่นชัดนัก หากครั้งนี้เทเลรินเอลฟ์ได้สูดหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนระบายมันออกมาอย่างเชื่องช้าเพื่อสงบใจของตนลง และหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลัง


ยิ่งต่อบทสนทนายาวเท่าไหร่ ยิ่งไม่ดีต่อความรู้สึกของเขามากเท่านั้น
เพราะอันที่จริงแล้ว โอโรแฟร์รู้ดีว่าเขาไม่เคยรังเกียจความรู้สึกที่อีกฝ่ายมอบให้เลย



“หากท่านจะละทิ้งวงศ์วานของข้าไว้เบื้องหลัง และสนทนากับข้าดังเช่นพรายทั่วไป จะถือเป็นคำขอร้องที่มากเกินไปหรือไม่?”



โอโรแฟร์เผยอริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย ทว่า ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมา



“ข้าไม่มั่นใจนักว่าใจเจ้าจะสงบ...หากยังไม่ละทิ้งบางสิ่งที่ติดตัวเจ้ามา”



อีกครั้งที่เสียงขององค์วาลาร์ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด…

โอโรแฟร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้แจ้งถึงสิ่งที่องค์วาลาร์ต้องการจะสื่อ…
เทพนาโมไม่ได้หมายถึงความอาลัยที่ต้องตายจากธรันดูอิล บุตรชายของเขา

แต่เป็นทิฐิที่เขามีต่อเหล่าพรายแห่งวงศ์วานโนลดอร์ ทั้งที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวกับการประหัตประหารญาติที่อัลควาลอนเด เมื่อครั้งที่ชาวโนลดอร์เดินทางจากวาลินอร์กลับมาสู่มิดเดิลเอิร์ธ หรือครั้งที่บุตรแห่งเฟอานอร์บุกทำลายพระราชวังเมเนกร็อธ

...และกำแพงน้ำแข็งที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากความรู้สึกของเอเรนิออน กิล-กาลัด



“เจ้าอาจไม่มีโอกาสพบกันอีกแล้วในสถานที่แห่งนี้ก็เป็นได้ แน่ใจแล้วหรือ?”



ทั้งๆ ที่พยายามทุกอย่างเพื่อหลีกหนีพรายหนุ่มตรงหน้านี้แล้ว เหตุใดจึงได้พบกับเขาอีก? และยิ่งเป็นสถานที่แห่งนี้...



“บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลก...”



...ท่านกำลังจะบอกข้าว่านี่เป็นเพราะโชคชะตาอย่างนั้นหรือ?



“...ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขานอกจากสายเลือดที่สืบทอดมาแท้ๆ...”



เอเรนิออนรำพันเบาๆ ในระหว่างรอคำตอบจากพรายซินดาร์ตรงหน้า

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาแปลกใจ… โอโรแฟร์ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจหรือปฏิเสธเขาเหมือนแต่ก่อน ทั้งยังปล่อยให้เขากุมมือไว้ได้โดยไม่ถูกนัยน์ตาสีมรกตคู่งามที่แฝงไปด้วย ความเย็นชาจ้องมองเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา


จอมพรายหนุ่มแห่งลินดอนไม่อยากคิดเข้าข้างตนเองนัก

...จึงเสี่ยงเลือกพิสูจน์ความคิดนั้นด้วยการใช้ริมฝีปากประทับลงบนหลังมือสี ซีดของอดีตกษัตริย์แห่งกรีนวู้ดอย่างแผ่วเบาราวกับสัมผัสของขนนก ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีมรกตที่ไม่สามารถบ่งบอกความรู้สึกหลังแววตา นั้นได้

ความอบอุ่นจากสัมผัสของริมฝีปากที่ประทับลงบนผิวไม่ได้ทำให้โอโรแฟร์ตกใจแต่อย่างใด หากประโยคถัดมาต่างหากเล่า...



ข้ารักท่านเหลือเกิน...



















---------------TBC
 

Comment

Comment:

Tweet

LightVampire View my profile

Creative Commons License
.